ศิลปะมีทั้งแบบที่สามารารถสัมผัสได้ด้วยกายไม่ว่าจะเป็นรูปภาพที่เราสามารถสัมผัสได้จากการมองหรือศิลปะรูปปั้นที่เราสามรถสัมผัสได้จากการจับสัมผัสต่างๆ นั่นก็และแต่เป็นศิลปะทางกายทั้งสินโดยการสร้างศิลปะต่างๆสื่อถึงอารมณ์แทนการพูดออกเสียงนั่นเองแต่นอกจากศิลปะที่สามารถสัมผัสได้ทางกายอย่างการวาดหรือปั้นแล้วยังมีศิลปะอีกประเภทหนึ่งที่เป็นการสร้างโดยการใช้เสียงแทนท่าทางประกอบนั่นคือศิลปะการพูซึ่งการพูดถือเป็นการแสดงถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ดีออย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะการพูดที่ดีอาจจะทำให้การติดต่อประสานงานเรื่องต่างๆ สามารถทำได้อย่างบรรลุผลรวดเร็วอีกด้วย   
การพูดจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ศิลปะเป็นอย่างมากโดยคำพุดที่สวยงามมักน่าฟังนอกจากคำแล้วน้ำเสียงในการพุก็สำคัญอีกด้วยโดยถือตามกาลเทศะของคู่สนทนาด้วยจึงจะทำให้คำพุดนั้นน่าฟังโดยการพุดอาจแสงออกถึงลักษณะนิสัยของคนๆนั้นได้เลยทั้งนี้ลักษณะการพูดของคนเรานั้นก็ขึ้นอยู่กับชุมชนที่เราอยู่ด้วยจึงสามารถดูถึงการอบรมของคนในบ้านได้เลยทีเดียว ซึ่งการพูดมีหลายลักษณะด้วยกันเช่นการพูดเพื่อออกคำสั่งเพื่อให้เชื่อฟังน้ำเสียงหนักแน่น ส่วนใหญ่คนที่ใช้คำพุดประเภทนี้มักจะเป็นพวกตำรวจทหารซึ่งต้องการความแข็งแรงจึงจำเป็นต้องใช้น้ำเสียงที่หนักแน่นด้วยเพื่อให้ผู้ที่ถูกฝึกรับฟังคำสั่ง แต่การใช้คำพุดอีกลักษณะหนึ่งซึ่งคล้ายๆการออกคำสั่งแต่เป็นการบอกให้ทำด้วยประโยคเชิญชวนเช่นการโฆษณาโน้มน้าวจิตใจเพื่อให้ใช้สินค้าหรือบริการซึ่งการที่เราจะให้ใครสักคนเชื่อเรานั้นต้องใช้ศิลปะการพูดแนวโน้มน้าวจิตใจได้สูงมาก แต่บางคนที่ใช้คำพูดไม่ตรงกับเวลาและสถานที่เองก็มักจะทำให้ผู้อื่นไม่พอใจเหมือนกัน ดังนั้นเราควรเลือกใช้คำพูดไว้ให้ดีดังคำกล่าวที่ว่า " อยู่กับตนระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังคำพูด "

ศิลปะในการใช้คำพูดในชีวิตประจำวัน

หน้าแรก